
จากการเฝ้าระวังสถานการณ์ในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-18 ส.ค. 64 พบผู้ป่วยโรคเมลิออยด์ จำนวน 1,426 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงาน พบมากที่สุด คืออายุ 55-64 ปี รองลงมา คือ 45-54 ปี และกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี ตามลำดับ พบในกลุ่มอาชีพเกษตรกรมากที่สุด พื้นที่ที่พบผู้ป่วยมากอันดับ 1 ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมา คือภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ตามลำดับ คาดว่าในช่วงฤดูฝนนี้จะมีโอกาสพบผู้ป่วยโรคเมลิออยด์เพิ่มขึ้น
? ในปีนี้กรมควบคุมโรคได้มอบหมายกองโรคติดต่อทั่วไป จัดทำคู่มือโรคเมลิออยด์ คู่มือนี้จะใช้เป็นแนวทางสำหรับแพทย์ประกอบการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยเฉพาะ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาลใช้เป็นแนวทางในการตรวจหาเชื้อเมลิออยด์ ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ขณะนี้โรคเมลิออยด์มียาปฏิชีวนะรักษาหายขาด สามารถรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งผู้ป่วยต้องกินให้ครบชุด ใช้เวลาประมาณ 20 สัปดาห์? นพ.โอภาสกล่าว
ด้าน พญ.ญิงวรยา เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า โรคเมลิออยด์ ไม่มีวัคซีนป้องกัน สามารถป่วยซ้ำได้อีก ประชาชนที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคนี้ มี 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกร
ซึ่งต้องสัมผัสกับดินและน้ำโดยตรงหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยงที่มีเชื้อโรคนี้อยู่ในร่างกาย เช่น แมว สุนัข หมู ม้า วัว ควาย แกะ หรือแพะ เป็นต้น 2.ผู้ที่มีบาดแผลที่เท้า 3.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน 4.ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง และ 5.คนสูบบุหรี่จัดหรือติดเหล้า
วิธีการป้องกันโรคดังกล่าวสามารถทำได้ ดังนี้ 1.ผู้ที่มีบาดแผลให้หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นขอให้สวมรองเท้าบู๊ท ถุงมือยาง กางเกงขายาวหรือชุดลุยน้ำ และรีบทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่ 2.หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อและหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท 3.ทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำต้มสุกทุกครั้ง 4.หลีกเลี่ยงการสัมผัส ลมฝุ่นและการอยู่ท่ามกลางสายฝน 5.ลดละเลิกการดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้สุขภาพดีขึ้นและมีภูมิต้านทานโรคดีขึ้น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
