แสงสีฟ้า กับผลกระทบต่อการมองเห็น ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
- Health Topics ออฟไลน์
- โพสต์: 34
- ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 26 ธ.ค. 2025 6:00 pm
แสงสีฟ้า กับผลกระทบต่อการมองเห็น ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
แสงสีฟ้า (Blue Light) เป็นอันตรายต่อดวงตาจริงหรือ ?
“แสงสีฟ้า” กับผลกระทบต่อการมองเห็น
รพ.เมตตาฯ (วัดไร่ขิง) แนะ!ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต หน้าจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต กลายเป็นอุปกรณ์หลักที่เราต้องใช้งานตลอดทั้งวัน การใช้งานอย่างต่อเนื่องยาวนานสามารถก่อให้เกิดปัญหา "ภาวะตาล้าจากการ ใช้หน้าจอ" (Digital Eye Strain) ได้
นพ.กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผอ.รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวว่า แม้แสงสีฟ้าจะเป็นแสงที่อยู่รอบตัวเราทั้งจากดวงอาทิตย์และอุปกรณ์ดิจิทัล แต่การได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อฟิล์มน้ำตาและกล้ามเนื้อตา ทำให้มีอาการปวดตา แสบตา หรือตามัวได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ควรหยุดพักการใช้หน้าจอ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจักษุวิทยาพร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคทางจักษุวิทยาด้วยความเชี่ยวชาญในทุกสาขา เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพตาและการมองเห็นที่ดี
พญ.ทิฆัมพร จันทร์ภู่ นายแพทย์ปฎิบัติการจอตาและวุ้นตา กล่าวถึงในมุมมองของจักษุแพทย์ว่า แสงสีฟ้า (Blue Light) คือแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นแต่มีพลังงานสูงที่สุดในกลุ่มแสงที่มองเห็นได้ ซึ่งสามารถเดินทางผ่านกระจกตาและเลนส์ตาเข้าไปสู่จอตา (Retina) ได้โดยตรง ทั้งนี้ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่การใช้งานหน้าจอระยะสั้น แต่คือ "การสะสม" ในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ต่อเซลล์รับแสง ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของจอตาลดลง หรือในกรณีที่รุนแรงอาจไปกระตุ้นให้เกิดโรคจอตาเสื่อม (AMD) ได้เร็วกว่าปกติ นอกจากเรื่องจอตาแล้ว ปัญหาที่พบบ่อยคือ "ภาวะวุ้นตาเสื่อมก่อนวัย" จากการใช้สายตาเพ่งจอเป็นเวลานานจนเกิดความเครียดในลูกตา ดังนั้นประชาชนจึงควรสังเกตอาการ "จุดดำลอย" (Floaters) หรือ "แสงแฟลช" (Photopsia) ในตา หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการมองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือจุดมืดกลางภาพ ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อตรวจจอตาอย่างละเอียด เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้า แต่อาจพบเป็นรอยฉีกขาดหรือภาวะจอตาหลุดลอกซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ควรใช้กฎ "20-20-20" กล่าวคือ ทุก 20 นาทีที่จ้องหน้าจอ ให้พักสายตา 20 วินาที โดยมองไกลออกไป 20 ฟุต เพื่อคลายกล้ามเนื้อตา นอกจากนี้ ควรปรับความสว่างหน้าจอให้พอเหมาะกับสภาพแวดล้อม ไม่จ้องหน้าจอในที่มืด และหมั่นกะพริบตาให้บ่อยขึ้นเพื่อป้องกันตาแห้ง หากต้องทำงานหน้าจอนานๆ การเลือกใช้แว่นที่เคลือบสารป้องกันแสงสีฟ้าอาจช่วยทำให้สบายตาได้บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดระเบียบเวลาพักสายตาและการตรวจสุขภาพตาประจำปี
แสงสีฟ้า กับผลกระทบต่อการมองเห็น ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
เว็บบอร์ดสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สมุนไพร ความงาม นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม
เว็บบอร์ดสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สมุนไพร ความงาม นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม
- EV71 สายพันธุ์รุนแรง โรคมือ เท้า ปาก! เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเสริมเกราะป้องกันให้เด็กๆปลอดภับ (10 views)
- ชวนคนที่คุณห่วงใยเข้ารับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ปี 2569 (5994 views)
- แอป “คัดแยกเห็ดไทย” สกัดป่วย-ตายจากเห็ดพิษ หลังพบผู้ป่วยทะลุ 1.2 หมื่นราย (44 views)
- ก่อน - หลังผ่าตัดต้อกระจก ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร (42 views)
- ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อดวงตาอย่างไร (92 views)
- โรคไต ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก แนะสังเกตสัญญาณเตือน ตรวจเร็ว ชะลอโรคได้ รักษาทัน ลดการเสียชีวิต (98 views)
- PM 2.5 กับโรคหัวใจและหลอดเลือด ฝุ่นเล็กจิ๋วที่เพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ (81 views)
- ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อผิวหนังอย่างไร (69 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน
