
นพ.โอภาส กล่าวว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง ประมาณ 2.2 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อรัง ประมาณ 3 - 8 แสนคน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับที่พบมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจึงมีเป้าหมายกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ให้สำเร็จ ภายในปี พ.ศ. 2573 ทั้งนี้ การกำหนดสิทธิประโยชน์ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จากการที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและสะดวกในการรับบริการใกล้บ้าน ซึ่งเมื่อตรวจคัดกรองเร็ว รู้สถานะการติดเชื้อเร็ว ก็จะเข้าถึงการรักษาได้เร็ว ช่วยลดการป่วย การเสียชีวิต ลดการเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ โดยได้ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั้งสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นเครือข่ายให้บริการ และขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับบริการตรวจคัดกรองในสถานพยาบาลของรัฐได้ทุกแห่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยหากพบว่า ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี แล้ว จะสามารถรักษาได้ที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน ด้วยยาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่มีประสิทธิภาพสูง รักษาหายขาดได้ ส่วนโรคไวรัสตับอักเสบ บี แม้ยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่หากอยู่ในระบบการรักษา จะได้รับยาและการดูแลอย่างต่อเนื่อง ป้องกันการป่วยรุนแรงได้
ด้าน นพ.ธเรศ กล่าวว่า ประชาชนสามารถรับการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ได้ที่โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่ง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผลักดันให้มีการบรรจุการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ในชุดสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยประชาชนทุกคนที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535 สามารถรับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี ด้วย HBsAg และตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ ซี ด้วย Anti-HCV จำนวน 1 ครั้งตลอดช่วงชีวิต ส่วนกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย บุคลากรสาธารณสุข และผู้ต้องขัง จะได้รับสิทธิตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ ซี ซ้ำทุก 1 ปี โดยหน่วยบริการจะได้รับค่าใช้จ่ายเมื่อให้บริการคัดกรองแก่กลุ่มเป้าหมาย มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 เมษายน 2566 เป็นต้นไป
