กรมวิทย์ผยข้อเท็จจริงเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น
- Health Topics ออฟไลน์
- โพสต์: 38
- ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 26 ธ.ค. 2025 6:00 pm
กรมวิทย์ผยข้อเท็จจริงเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 ซึ่ง สายพันธุ์ดังกล่าวได้รับการจัดประเภทเป็น“สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring: VUMs)” โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมจำนวนมาก และมีศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่งโดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนาม (Spike protein) ประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8 จากการลบลำดับเบสขนาดประมาณ 871 เบส ซึ่งยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และจากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5–8 ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป

ในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด 19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม (genomic surveillance) และการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศ แต่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขอเน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ, การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด, สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง, ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะดำเนินการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง และรายงานข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านสาธารณสุขต่อไป
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 ซึ่ง สายพันธุ์ดังกล่าวได้รับการจัดประเภทเป็น“สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring: VUMs)” โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมจำนวนมาก และมีศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่งโดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนาม (Spike protein) ประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8 จากการลบลำดับเบสขนาดประมาณ 871 เบส ซึ่งยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และจากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5–8 ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป

ในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด 19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม (genomic surveillance) และการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศ แต่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขอเน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ, การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด, สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง, ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะดำเนินการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง และรายงานข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านสาธารณสุขต่อไป
กรมวิทย์ผยข้อเท็จจริงเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น
Med. Tech. Forums เว็บบอร์ดเทคนิคการแพทย์ ข่าวประชาสัมพันธ์ ประกาศรับสมัครงานเทคนิคการแพทย์ โอนย้าย
Med. Tech. Forums เว็บบอร์ดเทคนิคการแพทย์ ข่าวประชาสัมพันธ์ ประกาศรับสมัครงานเทคนิคการแพทย์ โอนย้าย
- AMTT-Thailand LAB International 2026 วันที่ 2–3 กันยายน 2569 ณ BITEC บางนา (11 views)
- สัญญาณเล็ก ๆ ที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม! ตุ่มแดง ตุ่มน้ำใส ไข้สูง... เช็กให้ชัวร์! ใช่ หรือ ไม่ใช่ "โรคมือ เท้า ปาก" (16 views)
- เช็กสิทธิด่วน! ตรวจคัดกรอง "ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี" ฟรี! ค้นหาให้พบ จบไวรัสตับอักเสบ (15 views)
- รู้ทันไวรัสตับอักเสบ ตรวจเร็ว รักษาได้ ลดความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ (16 views)
- เลิกกินปลาน้ำจืดดิบ ลดเสี่ยง พยาธิใบไม้ตับ รู้ทันป้องกันได้ (15 views)
- เรื่องของยุง ที่คุณอาจยังไม่รู้! คนส่วนใหญ่มักแยก "ยุงลายสวน" กับ "ยุงลายบ้าน" ไม่ออก (13 views)
- "ซิฟิลิส" ใกล้ชิดแค่ไหน เสี่ยงติดโรค (5,197 views)
- KKU AMS Alumni Reunion 2026 งานคืนสู่เหย้าศิษย์เก่าเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด มหาวทยาลัยขอนแก่น (65 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน
