กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) หรือโรคไข้ดินอย่างใกล้ชิด และแนะนำคนกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานสัมผัสดินและน้ำ ไม่ควรเดินลุยน้ำด้วยเท้าเปล่า หรือแช่น้ำเป็นเวลานานเพื่อป้องกันโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ นาข้าว ท้องไร่ แปลงผัก สวนยาง และบ่อน้ำ หากจำเป็นต้องทำงานสัมผัสกับน้ำและดินที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน หรือมีบาดแผลขีดข่วนที่ผิวหนัง ควรสวมรองเท้าบูทเพื่อป้องกัน เมื่อเสร็จภารกิจให้รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที และหากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน ควรรีบพบแพทย์

21 เมษายน 2569-นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึง สถานการณ์ทางระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 18 เมษายน 2569 พบจำนวนผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสสะสม 752 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 1.16 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 23 ราย คิดเป็นอัตราตาย 0.035 ต่อประชากรแสนคน ผู้ป่วยครึ่งหนึ่ง (376 ราย) ต้องเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในในโรงพยาบาล กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่ม 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 50 - 59 ปี ราย และกลุ่มอายุ 40 - 49 ปี เป็นจำนวน 329, 215, และ 100 ราย ตามลำดับ แม้ภาพรวมจำนวนผู้ป่วยยังไม่สูงเนื่องจากยังมิได้เข้าสู่ฤดูกาลแพร่ระบาดสูงสุดในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม) แต่จากสถิติอัตราการเสียชีวิต และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่ค่อนข้างสูงในช่วงนี้ กรมควบคุมโรคจึงมีความจำเป็นในการเฝ้าระวัง และควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรเปราะบาง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ และวัยแรงงาน ที่มีปัจจัยโน้มนำ (Predisposing factor) จากโรคประจำตัว โดยเฉพาะ “โรคเบาหวาน” นอกจากนี้ระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลงตามวัย และพฤติกรรมเสี่ยงจากการสัมผัสดินหรือน้ำในภาคเกษตรกรรม ส่งผลให้การติดเชื้อมีโอกาสรุนแรงและเสียชีวิตได้

นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่าโรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
Burkholderia pseudomallei ที่พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ และมีความคงทนในสิ่งแวดล้อม เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้จากการสัมผัสน้ำหรือดิน การดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ และการสูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อเจือปนอยู่เข้าไป หลังติดเชื้อ 1-21 วัน มักพบอาการป่วย ในผู้ป่วยบางรายอาจมีระยะฟักตัวของเชื้อนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับ และภูมิต้านทานของผู้ป่วยแต่ละคน อาการของโรคนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะ และมีความคล้ายโรคติดเชื้ออื่น เช่น มีไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง อาจมีฝีที่ผิวหนัง ปวดท้อง ปวดข้อ ปวดกระดูก บางรายพบอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ส่วนใหญ่อาการของผู้ป่วยมักจะเริ่มจากอาการไข้ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับโรคติดเชื้ออื่น ส่งผลให้การวินิจฉัยในระยะแรกทำได้ยาก จึงมีความจำเป็นต้องใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยการเพาะเชื้อเพื่อยืนยันผล อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถป้องกันได้โดย
1. หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบูท หรือถุงพลาสติกหุ้มรองเท้าไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง กรณีมีบาดแผลควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท
2. รักษาความสะอาดของร่างกายด้วยการล้างมือและเท้าด้วยน้ำสบู่บ่อยครั้ง และอาบน้ำทันทีหลังจากลุยน้ำ
3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ดื่มน้ำในบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานหรือน้ำต้มสุกทุกครั้ง
4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย หรืออยู่ท่ามกลางสายฝน
5. หากมีอาการไข้สูงต่อเนื่อง 2 วัน ร่วมกับมีประวัติการสัมผัสดินและน้ำ ให้รีบพบแพทย์ทันที
แม้ว่าโรคนี้จะมิได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนทั่วไป แต่มีความรุนแรงในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งข้อมูลทางระบาดวิทยาระบุว่า ประมาณร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรและผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังจัดเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากโรคนี้มักมีการระบาดตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หรือในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการรักษาคือ การมารับการรักษา และการวินิจฉัยที่ล่าช้า กรมควบคุมโรคจึงขอเน้นย้ำให้กลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไป หากมีอาการป่วยให้รีบไปรับการรักษา และแจ้งประวัติการสัมผัสดินและน้ำต่อบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างทันท่วงทีและลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422