โรคฝีดาษวานร รู้ประวัติเสี่ยง–รีบตรวจรักษา พบตุ่มหรือแผลผิดปกติหลังสัมผัสเสี่ยง ควรพบแพทย์ตรวจวินิจฉัย ลดโอกาสแพร่เชื้อ
- Health Topics ออฟไลน์
- โพสต์: 60
- ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 26 ธ.ค. 2025 6:00 pm
โรคฝีดาษวานร รู้ประวัติเสี่ยง–รีบตรวจรักษา พบตุ่มหรือแผลผิดปกติหลังสัมผัสเสี่ยง ควรพบแพทย์ตรวจวินิจฉัย ลดโอกาสแพร่เชื้อ
กรมการแพทย์ชี้ “ฝีดาษวานร” รู้ประวัติเสี่ยง–รีบตรวจรักษา แนะหากพบตุ่มหรือแผลผิดปกติหลังสัมผัสเสี่ยง ควรพบแพทย์ตรวจวินิจฉัย ลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์โรคฝีดาษวานร (Mpox หรือ Monkeypox) ในปัจจุบัน สถาบันโรคผิวหนังมีความห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthopoxvirus genus. ที่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือเยื่อบุของผู้ติดเชื้อ ประชาชนจึงควรทำความเข้าใจลักษณะการติดต่อและอาการของโรค เพื่อให้สามารถสังเกตความผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสม
นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การติดต่อของโรคฝีดาษวานร สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือเยื่อบุ รวมถึงการสัมผัสระหว่างมีเพศสัมพันธ์ การจูบ และการสัมผัสผิวหนังโดยตรง นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และเครื่องนอน รวมถึงการสัมผัส สารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจในระยะใกล้ ทั้งนี้ การติดเชื้อไวรัสไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดในรูปแบบอื่น โดยการอยู่ร่วมสถานที่หรือสัมผัสทั่วไปโดยไม่มีการสัมผัสเสี่ยง ไม่ถือเป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่มีความเสี่ยงสูง
นพ.วีรวัต อุครานันท์ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคฝีดาษวานร อาศัยการซักประวัติ การสัมผัสเสี่ยง การประเมินอาการและลักษณะรอยโรคทางผิวหนัง ร่วมกับการตรวจยืนยันสารพันธุกรรมของเชื้อด้วย วิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) โดยเก็บตัวอย่างจากรอยโรคที่ผิวหนังหรือเยื่อบุ ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการ ต่อมน้ำเหลืองโต จึงไม่ควรใช้การไม่มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นเกณฑ์ในการตัดโรคออก สำหรับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ควรพิจารณาตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วยตามข้อบ่งชี้ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม
นพ.ปุณวิศ สุทธิกุลณเศรษฐ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคฝีดาษวานรมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 3–17 วัน และอาจนานถึง 21 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาการอาจเริ่มจากไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนหรือร่วมกับการเกิดผื่นและตุ่มตามผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ในการระบาดยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการไม่ครบตามลักษณะดั้งเดิม หรือมีผื่นเพียงไม่กี่ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก บางรายอาจมีอาการเจ็บบริเวณทวารหนัก เจ็บขณะขับถ่าย หรือมีแผลบริเวณเยื่อบุ โดยไม่มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย ลักษณะผื่น อาจเริ่มจากตุ่มแดงหรือตุ่มนูน พัฒนาเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และตกสะเก็ดตามลำดับ แต่ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะและจำนวนผื่นแตกต่างกัน หากพบผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ การใช้ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด แต่ไม่สามารถป้องกัน การติดเชื้อไวรัสได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่ไม่ได้ปกคลุมด้วยถุงยางอนามัยได้
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ขอให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการสังเกตอาการและประวัติการสัมผัสเสี่ยง หากพบความผิดปกติของผิวหนังหรือสงสัยติดเชื้อโรคฝีดาษวานร (Mpox หรือ Monkeypox) ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสถานพยาบาล เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
#โรคฝีดาษวานร #Monkeypox #โรคผิวหนัง #กรมการแพทย์ #สถาบันโรคผิวหนัง
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์โรคฝีดาษวานร (Mpox หรือ Monkeypox) ในปัจจุบัน สถาบันโรคผิวหนังมีความห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthopoxvirus genus. ที่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือเยื่อบุของผู้ติดเชื้อ ประชาชนจึงควรทำความเข้าใจลักษณะการติดต่อและอาการของโรค เพื่อให้สามารถสังเกตความผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสม

นพ.วีรวัต อุครานันท์ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การวินิจฉัยโรคฝีดาษวานร อาศัยการซักประวัติ การสัมผัสเสี่ยง การประเมินอาการและลักษณะรอยโรคทางผิวหนัง ร่วมกับการตรวจยืนยันสารพันธุกรรมของเชื้อด้วย วิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) โดยเก็บตัวอย่างจากรอยโรคที่ผิวหนังหรือเยื่อบุ ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการ ต่อมน้ำเหลืองโต จึงไม่ควรใช้การไม่มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นเกณฑ์ในการตัดโรคออก สำหรับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ควรพิจารณาตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วยตามข้อบ่งชี้ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม
นพ.ปุณวิศ สุทธิกุลณเศรษฐ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคฝีดาษวานรมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 3–17 วัน และอาจนานถึง 21 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาการอาจเริ่มจากไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนหรือร่วมกับการเกิดผื่นและตุ่มตามผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ในการระบาดยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการไม่ครบตามลักษณะดั้งเดิม หรือมีผื่นเพียงไม่กี่ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก บางรายอาจมีอาการเจ็บบริเวณทวารหนัก เจ็บขณะขับถ่าย หรือมีแผลบริเวณเยื่อบุ โดยไม่มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย ลักษณะผื่น อาจเริ่มจากตุ่มแดงหรือตุ่มนูน พัฒนาเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และตกสะเก็ดตามลำดับ แต่ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะและจำนวนผื่นแตกต่างกัน หากพบผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ การใช้ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด แต่ไม่สามารถป้องกัน การติดเชื้อไวรัสได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่ไม่ได้ปกคลุมด้วยถุงยางอนามัยได้
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ขอให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการสังเกตอาการและประวัติการสัมผัสเสี่ยง หากพบความผิดปกติของผิวหนังหรือสงสัยติดเชื้อโรคฝีดาษวานร (Mpox หรือ Monkeypox) ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากสถานพยาบาล เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น
#โรคฝีดาษวานร #Monkeypox #โรคผิวหนัง #กรมการแพทย์ #สถาบันโรคผิวหนัง
โรคฝีดาษวานร รู้ประวัติเสี่ยง–รีบตรวจรักษา พบตุ่มหรือแผลผิดปกติหลังสัมผัสเสี่ยง ควรพบแพทย์ตรวจวินิจฉัย ลดโอกาสแพร่เชื้อ
Med. Tech. Forums เว็บบอร์ดเทคนิคการแพทย์ ข่าวประชาสัมพันธ์ ประกาศรับสมัครงานเทคนิคการแพทย์ โอนย้าย
Med. Tech. Forums เว็บบอร์ดเทคนิคการแพทย์ ข่าวประชาสัมพันธ์ ประกาศรับสมัครงานเทคนิคการแพทย์ โอนย้าย
- MTC FORUM 2026 | ห้องปฏิบัติการอัจฉริยะ : ก้าวสู่การแพทย์แม่นยำและปัญญาประดิษฐ์เพื่อระบบสุขภาพที่ยั่งยืน (987 views)
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการตรวจเชื้อลิสเทอเรียในอาหาร ย้ำเตือนเชื้อนี้เจริญเติบโตได้แม้อยู่ในตู้เย็น (13 views)
- วิธีป้องกันยุงวางไข่หลังฝนตก (3 views)
- เตือนประชาชน!! หลังน้ำลดยังคงต้องระวัง “โรคไข้ฉี่หนู” แนะสวมรองเท้าบูต–ถุงมือยาง ขณะทำความสะอาดบ้าน (184 views)
- 5 เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกินยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนู (157 views)
- รู้จัก "เห็บ" พาหะโรคติดเชื้อไวรัส SFTS (Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome: SFTS) (203 views)
- วัณโรค และวัณโรคดื้อยา: รู้เร็ว รักษาได้ หยุดการแพร่เชื้อ เพื่อสุขภาพดีของทุกคน (179 views)
- โรคติดต่อนำโดยแมลงที่พบในประเทศไทย เกิดจากเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านการกัดของแมลงพาหะ (450 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
