


- เพิ่มประสิทธิภาพ : การรวม Private Cloud และ Virtualization ช่วยให้องค์กรสามารถใช้งานทรัพยากรต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงช่วยลดการใช้ฮาร์ดแวร์ซ้ำซ้อน
- รองรับการขยายตัวในอนาคต : สามารถขยายระบบได้ตามความต้องการทางธุรกิจ โดยการใช้งานเทคโนโลยี Virtualization ที่จะช่วยให้ง่ายต่อการขยายทรัพยากรโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์มากขึ้น
- การทำงานแบบไฮบริด : ทำให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากคลาวด์ทั้งส่วนตัวและสาธารณะในรูปแบบไฮบริดคลาวด์ได้ ทำให้รองรับการใช้งานที่ต้องการความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในระดับสูง
- ความปลอดภัยและการควบคุม : การใช้ Private Cloud ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการจัดการข้อมูลที่สำคัญ โดยที่องค์กรยังคงมีการควบคุมระบบทั้งหมดอย่างเต็มรูปแบบ

- Cohesity:
- Cohesity เป็นแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลที่มุ่งเน้นไปที่การรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการข้อมูลและเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงและสำรองข้อมูล
- ฟังก์ชันหลักของ Cohesity คือการสำรองข้อมูล (Backup), กู้คืนข้อมูล (Recovery), และ การจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ (Data Management) ในรูปแบบที่ง่ายต่อการบริหารจัดการ
- ช่วยให้สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การเก็บข้อมูลไปจนถึงการกู้คืนและการวิเคราะห์ข้อมูล
- Zerto:
- Zerto เป็นโซลูชันที่เน้นด้านDisaster Recovery (DR) และ Business Continuity (BC) ซึ่งช่วยปกป้องระบบและข้อมูลขององค์กรจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากปัญหาฮาร์ดแวร์ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือภัยธรรมชาติ
- Zerto มีความสามารถในการทำการกู้คืนข้อมูลแบบเวลาจริง (Real-Time Recovery) ซึ่งทำให้ข้อมูลสามารถกลับมาใช้ได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดปัญหา
- จุดเด่นของ Zerto คือความสามารถในการทำการกู้คืนระบบแบบต่อเนื่อง (Continuous Data Protection, CDP) ซึ่งทำให้สามารถกู้คืนข้อมูลจากช่วงเวลาที่ต้องการได้แม่นยำมาก
- โดยการรวมพลังของCohesity และ Zerto ทำให้องค์กรมีโซลูชันครบวงจรสำหรับ การสำรองข้อมูล, การกู้คืนข้อมูล, การปกป้องข้อมูลจากภัยพิบัติ และการจัดการข้อมูลในทุกมิติ
- Cohesity ช่วยให้การจัดการและสำรองข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ ในขณะที่Zerto ช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าข้อมูลและระบบจะได้รับการปกป้องและสามารถกู้คืนได้ในเวลาที่จำเป็น ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม
- เมื่อผสานการทำงานของทั้งสองเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน องค์กรจะมีความสามารถในการปกป้องข้อมูลและระบบแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดการสำรองข้อมูลไปจนถึงการกู้คืนหลังเกิดภัยพิบัติหรือปัญหาที่ไม่คาดคิด

จุดเด่นของ HPE Next Gen Compute สำหรับ AI Inference มีดังนี้:
- ประสิทธิภาพสูง: ระบบการประมวลผลรุ่นใหม่ของ HPE ถูกออกแบบมาให้รองรับงานที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลอย่าง AI inference ซึ่งต้องการความรวดเร็วในการตอบสนองต่อข้อมูลใหม่
- การรองรับการเร่งความเร็วของ AI: มีการรวมฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการประมวลผล AI เช่น GPU (Graphics Processing Unit) หรือ FPGA (Field Programmable Gate Array) ซึ่งช่วยให้การทำ AI inference เร็วขึ้น
- การขยายตัวได้ (Scalability): รองรับการขยายทรัพยากรได้ตามความต้องการ ทำให้สามารถรองรับข้อมูลปริมาณมากและความซับซ้อนได้ดี
- การผสมผสาน Edge และ Cloud: รองรับการทำงานทั้งในระบบ Edge (อุปกรณ์ที่อยู่ปลายทาง) และ Cloud ทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลได้ทั้งในที่ตั้งขององค์กรและในคลาวด์

- ไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud)คือ การรวมกันของคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) และคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับงานต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
- HPE GreenLake Edge-to-Cloudเป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการคลาวด์แบบครบวงจรที่ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการทรัพยากรทั้งในส่วนของ Edge (อุปกรณ์หรือระบบที่อยู่ปลายทาง) และ Cloud (คลาวด์) ได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัย โดยบริการนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการทรัพยากรไอทีทั้งในสถานที่ของตัวเองและในคลาวด์ได้แบบผสมผสานตามความต้องการ

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ HPE ได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยเหลือและส่งต่อความรู้ความชำนาญให้แก่บริษัทคู่ค้า เพื่อพัฒนาและต่อยอดโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

