SWD โชว์ศักยภาพผู้นำค้าพลอยเนื้อแข็งรายใหญ่
ชี้ตลาดพลอยไทยต้องเสริม Carat Tax รักษาความเป็นผู้นำการส่งออกพลอยสี
ชี้ตลาดพลอยไทยต้องเสริม Carat Tax รักษาความเป็นผู้นำการส่งออกพลอยสี

นางสาวสุมิตรา ทศศิลาพร กรรมการบริหาร บริษัท เอสดับบลิวดี อิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด เผยว่า บริษัทฯ เริ่มต้นธุรกิจมากว่า 40 ปีก่อน โดยผู้ก่อตั้งบริษัทฯ คือ คุณวิโรฒ ทศศิลาพร ผู้เป็นบิดา และคุณสมชัย เลิศมณีแดง ผู้ก่อตั้งร่วม ได้เริ่มธุรกิจโดยการลงทุนซื้อพลอยที่ได้รับการเจียระไนแล้ว จากแหล่งพลอยที่จังหวัดจันทบุรีและนำมาจำหน่ายต่อ โดยคงจุดเด่นของบริษัทฯไว้ด้วยการรักษาคุณภาพของสินค้าให้อยู่ในระดับสูงอยู่เสมอ พลอยแต่ละเม็ดจะผ่านการปรับปรุงคุณภาพ-มีการจัดกลุ่มสินค้าอย่างดี ทำให้ง่ายต่อการนำไปขึ้นรูปผลิตเครื่องประดับ จนทำให้ชื่อของ SWD ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน
"ปัจจุบันจังหวัดจันทบุรีอาจไม่ใช่เหมืองที่สามารถขุดหาวัตถุดิบได้มากเหมือนในอดีต แต่ยังถือเป็นแหล่งรวมช่างฝีมือในการเผาและเจียระไนพลอยที่มีคุณภาพระดับโลก โดยบริษัทฯจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งกำเนิดพลอยชั้นนำ เช่น ศรีลังกา พม่า โมแซมบิค และส่งให้ช่างฝีมือผลิต จึงทำให้ SWD มีสินค้าหลักอย่าง Ruby, Blue Sapphire, Pink saphire และพลอยหลากสีสัน เช่น สีเขียว เหลือง ฟ้าอ่อน ชมพู ม่วงเรียกรวมเป็น Fancy Sapphire โดยที่ SWD จะขายต่อให้กับคู่ค้าโดยเฉพาะร้านจิวเวลรี่ที่เป็นสัดส่วนกว่า 90%"

โดยในทุกปี SWD จะมีการเข้าร่วมงานแสดงสินค้ารวม 7 งาน ทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น ประเทศฮ่องกงสำหรับตลาดเอเชีย และในเมืองวิเซนซา ประเทศอิตาลี สำหรับตลาดฝั่งยุโรป รวมถึงในประเทศไทย โดยในปี 2566 นี้ บริษัทฯจะเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในงาน "Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2023" (JGAB 2023) ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 26-29 เมษายน 2566 นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่ง นางสาวสุมิตรา ให้ความเห็นว่างานนี้จะเป็นการต่อยอดที่ดีหลังการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเต็มตัว รวมถึงชื่อของงาน JGAB ที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล จะช่วยให้ผู้ซื้อเลือกเดินทางมาร่วมงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลดีกับบริษัทฯและผู้ประกอบการไทยรายอื่น ๆ
"เวลากว่า 2 ปี ในช่วงล็อคดาว์นจากสถานการณ์โควิด ต้นทุนราคาพลอยปรับสูงขึ้นสวนทางกับปริมาณการซื้อ ดังนั้น ถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการจะใช้งานแสดงสินค้านี้พบปะผู้ซื้อจากไทยและต่างชาติเพื่อเจรจาธุรกิจและอัพเดทสถานการณ์รวมของอุตสาหกรรมในช่วงโควิตที่ผ่านมา"

นางสาวสุมิตรา กล่าวต่ออีกว่า มูลค่าการส่งออกธุรกิจอัญมณีไทยมีรายได้เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งหากนับเฉพาะตลาดพลอยในปี 2565 มีอัตราการขยายตัวมากขึ้นจากปี 2564 ถึง 69.15% หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,181 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเมื่อเทียบกันในปริมาณการส่งออก ประเทศไทยถือเป็นผู้นำลำดับต้นของเอเชียจากจุดแข็งด้านการสร้างสรรค์งานคุณภาพสูง ทว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างศรีลังกา เราถือว่าเสียเปรียบที่ไม่มีแหล่งวัตถุดิบเป็นของตัวเอง และเท่ากับว่าถ้าคู่แข่งพัฒนาฝีมือการเจียระไนได้ใกล้เคียงกับเราเมื่อไร การแข่งขันก็จะยิ่งยากและเสี่ยงต่อการเสียส่วนแบ่งในตลาดไปมากขึ้น
"แม้ในภาพรวมประเทศไทยจะยังเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง แต่ก็ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อหนีจากคู่แข่งที่เข้ามาในตลาด นอกจากนั้น ผู้ประกอบไทยยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐในการตกลงค่าภาษีแบบเหมา หรือ Carat Tax เพื่อทำให้การจัดการภาษีวัตถุดิบพลอยก้อนทำได้ง่ายขึ้น และช่วยผลักดันสร้างยอดการส่งออกให้สูงขึ้นเพื่อรักษาความเป็นศูนย์กลางของพลอยเนื้อแข็งต่อไป" นางสาวสุมิตรา กล่าวทิ้งท้าย
