
Image Source
ประเทศไทย มักถูกนำมาปรุงรสเพื่อชูรสชาติของอาหารนั้นๆให้มีลักษณะเด่นเฉพาะ ซึ่งหารับประทานได้ยาก นอกจากนี้ยังเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกทั้งยังปลอดภัย ไร้สารอีกด้วยเมื่อนำมาปรุงอาหาร เช่น การต้ม ผัด แกง ยำเป็นต้น ผักพื้นบ้านอะไรบ้างล่ะที่นำมาปรุงอาหารและหาทานได้ง่าย พร้อมสรรพคุณ กินอย่างไรให้เป็นยาวันนี้เรามีมาแนะนำ
1. ผักชีฝรั่ง (Stink Weed)
เป็นผักประจำภาคอีสาน มีคุณค่าทางอาหารมาก นำไปกินใบสดหรือใช้เป็นส่วนประกอบในอาหาร ประเภทต้ม ลาบ ก้อย ป่น หรือซอยใส่ยำหมู ยำไก่ หรือยำผัก ใบผักชีอ่อน ยังรับประทานโดยนำไปใส่ต้มยำเนื้อ ต้มยำเครื่องในวัว เพื่อปรุงรสและดับกลิ่นคาวได้ ส่วนคุณค่าทางยา จะได้วิตามินหลายชนิด เช่น วิตามิน ซี, บี 1, บี 2, ไนอาซีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นของการสร้างวิตามินเอ นอกจากนี้ยังเป็นผักที่สามารถหาทานได้ตลอดทั้งปี และถือได้ว่าเป็นผักพื้นบ้านที่ขายได้ราคาสูงของเกษตรกร เนื่องจากมีความต้องการของผู้บริโภคตลอดทั้งปีเลย
2. ผักขะแยง (Balloon Vine)
เป็นผักของภาคอีสาน ผักชนิดนี้มีกลิ่นรสหอมฉุน ใช้ปรุงรสอาหารโดยเฉพาะแก่งอ่อมกบ แกงหน่อไม้ นำเป็นผักแนม จิ้มกินกับน้ำพริก กินกับก้อยปลา ลาบ หรือนำมาใส่ต้มหรือแกงปลา ย่านาง แกงหอยขม ก็ทำได้ สรรพคุณตำรายาพื้นบ้านอีสาน ใช้ทั้งต้น เป็นยาขับน้ำนม ขับลม และเป็นยาระบายท้อง น้ำคั้นจากต้นใช้แก้ไข้(นำต้นสด 15-30 กรัม มาต้มน้ำกิน) แก้คัน ฝี และกลาก แก้อาการบวม เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้พิษงู ให้นำต้นสด ประมาณ 15 กรัม ตำให้ละเอียด ผสมกับต้นฟ้าทะลายโจรสด 30 กรัม นำไปผสมกับน้ำส้มปริมาณพอควร คั้นแล้วทานน้ำส่วนกากพอกรอบๆแผล อย่าพอกบนแผล ทั้งต้นแห้ง ที่เก็บไว้นาน 1 ปี ต้มน้ำดื่ม แก้พิษเบื่อเมา

Image Source
3.ย่านาง (Tiliacora triandra (Colebr.) Diels)
เป็นผักที่มีกันแทบจะทุกภาคเลยก็ว่าได้ ทางภาคเหนือเรียกว่า จ้อยนาง ภาคกลางเรียก เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว ภาคอีสานเรียก ย่านาง และภาคใต้จะเรียกว่า ยาดนาง ซึ่งยอดอ่อน นำไปเป็นส่วนประกอบในแกงต่างๆ เช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงรวมกับผักชนิดอื่น สรรพคุณในทางยา ย่านางถือเป็นยาเย็น มีความโดดเด่นด้านการดับพิษและลดไข้ โดยรากใช้แก้ไข้ทุกชนิด เช่น ไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัด สุกใส ไข้กาฬ ขับกระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และแก้เบื่อเมา
4.ผักกูด (Diplazium esculentum)
เป็นอีกหนึ่งผักพื้นบ้านที่นิยมนำมาปลูกเป็นอาหารและสร้างรายได้กันอย่างมาก โดยทั่วไปพบได้มากที่สุดคือภาคใต้ แต่ผักชนิดนี้มีทั่วทุกภาคเป็นผักตระกูลเดียวกันกับเฟิร์น พบได้ตามริมลำธารน้ำทั่วไปที่ใสสะอาด มีรสชาติจืด เจือหวาน มีความกรอบสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผัด แกงส้ม ต้มจืด ยำผักกูด แกงกะทิ ผัดกูดผัดน้ำมันหอย หรือลวกจิ้มน้ำพริกเป็นต้น สารอาหารที่มีอยู่ในผักกูดมีมากมาย โดยเฉพาะ สารเบต้าแคโรทีน พร้อมธาตุเหล็กที่สูง รวมทั้งยังให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอะซิน
5.ผักขี้หูด (Raphanus caudatus L.)
เป็นผักพื้นบ้านของภาคเหนือ หาพบในภาคอื่นน้อยมาก มีพบในภาคอีสานเฉพาะบนภูสูงเท่านั้น โดยมีลักษณะขอดเป็นปุ่ม ๆ ยาวตลอดทั้งฝัก และด้วยเป็นพืชที่มีกลิ่นฉุนจึงได้ฉายาว่า เป็นวาซาบิเมืองไทย โดยผักชนิดนี้จะออกผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ มีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย มีทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินซี ในทางภาคเหนือเชื่อว่าถ้านำผักขี้หูดมาประกอบในการทำอาหารจะทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สรรพคุณทางยา ฝักและใบมีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร เนื่องจากผักขี้หูดมีกลิ่นฉุน จึงนิยมนำไปใช้เป็นยาสมุนไพรแก้หวัด ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
6.ผักนางแลว (Aspidistra sutepensis K. Larsen)
เป็นอีกหนึ่งผักพื้นเมืองของภาคเหนือซึ่งเรียกกันอีกอย่างว่า ?ลิงลาว? หารับประทานได้ง่าย เพราะเป็นผักที่ขึ้นตามริมรั้วบ้าน มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นแตกเป็นกอ ใบสีเขียวสด ดอกช่อ สีขาวปนม่วง สีเขียวปนม่วง หรือสีม่วงเข้ม ผลกลม ผิวขรุขระ ต้นที่มีก้านดอกสีเขียว จะมีรสหวานปนขม ก้านดอกสีขาวมรรสหวานเฝื่อน ต้นที่มีก้านดอกสีม่วง รสขม แต่คนทั่วไปไม่นิยมบริโภค ยกเว้นในกลุ่มผู้สูงอายุ นิยมนำมาทำแกง แกงแค ส้มตำ หรือกินกับน้ำพริก นอกจากนั้นยังนำมาผัดน้ำมันหอยและชุบแป้งทอด ดอกและผลเป็นอาหารสัตว์ ดอกลิงลาวมีสารต้านอนุมูลอิสระโดยจะออกดอกในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนพฤศจิกายน สรรพคุณทางยา นำรากของต้นมาต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่ม จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บหลังเจ็บเอวได้เป็นอย่างดี
Image Source
7.สะตอ (Parkia speciosa Hassk.)
เป็นผักพื้นเมืองของภาคใต้ที่ใครๆก็รู้จัก เป็นผักที่ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นที่เหม็นเขียว นิยมใช้ประกอบอาหารในแถบภาคใต้ และในประเทศอื่นๆ นิยมนำสะตอมาทำเป็นอาหารรับประทานเช่นกัน สารอาหารที่พบในสะตอ คือคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอาซิน และวิตามินซี เป็นต้น ในส่วนของการนำมาปรุงอาหารนั้นมีมากมายหลายเมนู เช่น ยำสามเหม็น สะตอผัดกุ้งกะปิ ผัดเผ็ดสะตอ หรือจะกินแบบสดๆกับน้ำพริกก็อร่อยรสเริศมากเลย สรรพคุณทางยา ประโยชน์ของสะตอมีส่วนช่วยบำรุงสายตา ช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มกันได้ดีขึ้น
8.เหรียง (Parkia timoriana)
เป็นผักพื้นเมืองของภาคใต้พบขึ้นได้ทั่วไปทางภาคใต้ ไล่ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป โดยมักขึ้นตามป่าดิบชื้น ในระดับพื้นที่ต่ำไปจนถึงพื้นที่สูงถึง 100 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่อาจมีบ้างที่เจริญเติบโตในระดับความสูงไม่เกิน 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นอีกหนึ่งชนิดที่ให้กลิ่นที่แรงฉุน แต่ให้สารอาหารแคลเซียม เบต้าแคโรทีน วิตามินซี เป็นต้น ลูกเหรียงถูกนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น แกงกะทิลูกเหรียง ผัดเผ็ดหมูสับลูกเหรียง กุ้งผัดกะปิลูกเหรียง ลูกเหรียงผัดเผ็ดซี่โครงหมู เป็นต้น สรรพคุณทางยา เมล็ดมีรสชาติมัน มีสารในการบำรุงร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหาร ในลูกเหรียงมีแคลเซียม จึงมีส่วนช่วยในการป้องกันฟันผุและเหงือกให้แข็งแรง
เป็นอย่างไรกันบ้างกับผักพื้นบ้านที่เรานำมาเสนอในวันนี้ เป็นผักที่หารับประทานกันได้ง่ายๆ ลยใช่ไหมล่ะ ผักที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปตามรั้วบ้าน ริมน้ำ หรือบนยอดไม้ยอดเขาต่างๆ เราจะมองข้ามประโยชน์ของสมุนไพรเหล่านี้ไม่ได้เลย เพราะมันมีคุณค่าของสารอาหารที่ร่างกายกายนั้นควรได้รับนั่นเอง
ลิขสิทธิ์บทความของ Vital Health
ผู้จัดจำหน่าย Muslene ยิ่งดื่ม ยิ่งฟิต
หุ่นเฟิร์ม ผิวกระชับ ด้วย เวย์โปรตีนและส่วนผสมของ Cacti-nea
