มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ภัยเงียบที่คอยคืบคลาน แพร่กระจายอย่างช้า ๆ
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 982
- ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 03 เม.ย. 2009 11:48 am
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ภัยเงียบที่คอยคืบคลาน แพร่กระจายอย่างช้า ๆ
กันยายน เดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ภัยเงียบที่คอยคืบคลาน แพร่กระจายอย่างช้า ๆ ไม่รุนแรงแต่เรื้อรังและเสี่ยงเสียชีวิต แต่หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสหายสูง
นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดจากเม็ดเลือดขาว “ลิมโฟไซต์” ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคและสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเมื่อเซลล์เหล่านี้แบ่งตัวผิดปกติหรือควบคุมไม่ได้ จึงก่อให้เกิดมะเร็งใน “ต่อมน้ำเหลือง” หรืออวัยวะต่าง ๆ ที่มีน้ำเหลืองไหลเวียน เช่น ม้าม ตับ ไขกระดูก และสมองหรือน้ำไขสันหลัง ชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin lymphoma) ผู้ป่วยมักจะมีต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอและช่องอก ให้การรักษาโดยการใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสง โอกาสหายขาดสูง และอีกชนิดคือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma) พบได้มากกว่า และแบ่งย่อยออกได้อีกประมาณ 30 ชนิด ซึ่งจะแบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็น 2 แบบคือ ชนิดโตช้าและชนิดโตเร็ว โดยชนิดโตช้า การแบ่งตัวและแพร่กระจายค่อนข้างช้า ไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง จึงรักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้ ส่วนชนิดโตเร็วต้องได้รับการรักษาทันที หากไม่รักษาผู้ป่วย อาจเสียชีวิตใน 6 เดือน ถึง 1 ปี แต่ถ้าได้รับการรักษาทันท่วงที มีโอกาสหายขาดจากโรคได้มาก แม้จะอยู่ในระยะไหนก็ตาม
เรืออากาศเอก นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่พบว่ามีความเกี่ยวข้อง ได้แก่ การสัมผัสสารเคมีบางชนิดโดยตรง เช่น ยากำจัดศัตรูพืช น้ำยาย้อมผม หรือสารเคมีในอุตสาหกรรมบางประเภท การมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วย HIV/AIDS ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะและต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน โรคภูมิคุ้มกันตนเอง (โรค SLE) ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HIV, EBV, ไวรัสตับอักเสบซี การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Helicobacter pylori และได้รับรังสีปริมาณที่มากเกินไป มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่มีสัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ ได้แก่ มีก้อนต่อมน้ำเหลืองโต ที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ไม่เจ็บและไม่ยุบหาย ซึ่งต่างจากการติดเชื้อที่มักจะมีอาการเจ็บที่ก้อน มีไข้เรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ โดยหาสาเหตุไม่ได้ มีเหงื่อออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง นอกจากนี้ อาการเฉพาะที่ที่เกิดจากต่อมน้ำเหลืองโตในบริเวณนั้น ๆ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ปวดแน่นท้อง ท้องอืด
พญ.ชนิกา มหาธำรงชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคเลือด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การวินิจฉัย สามารถทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อ เพื่อนำไปตรวจทางพยาธิวิทยา ในกรณีผู้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโตช้าหรือไม่รุนแรง สามารถเฝ้าติดตามอาการด้วยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด หรือตรวจทางรังสีเป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสม โดยยังไม่จำเป็นต้องได้รับยาเคมีบำบัด การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ยาจะออกฤทธิ์ไปทำลายเซลล์มะเร็ง โดยไปรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง อาจรักษาร่วมกับยามุ่งเป้า ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์ในการจับกับโปรตีนบนผิวของเซลล์มะเร็ง หลังจากนั้นจะมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อมากำจัดเซลล์มะเร็ง ซึ่งช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งได้ในบริเวณกว้าง และส่งผลกระทบเพียงน้อยนิดต่อเนื้อเยื่อปกติ การฉายรังสี คือการรักษาด้วยรังสีปริมาณสูง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดหรือการปลูกถ่ายไขกระดูก แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ การปลูกถ่ายโดยอาศัยเซลล์ของผู้บริจาคทั้งจากญาติพี่น้องหรือผู้บริจาคที่เข้ากันได้ หรือการปลูกถ่ายโดยอาศัยเซลล์ของผู้ป่วยเอง นอกจากนี้ การรักษาแบบใหม่สำหรับโรคที่กลับมาเป็นซ้ำด้วยการใช้เซลล์บำบัด (CAR-T cell) ซึ่งยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยในประเทศไทย
การป้องกันของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หมั่นสังเกตตัวเอง ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากพบอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีโดยตรง รับประทานอาหารสุก สะอาด หากท่านมีข้อสงสัย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ NCI รู้สู้มะเร็ง
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ภัยเงียบที่คอยคืบคลาน แพร่กระจายอย่างช้า ๆ
เว็บบอร์ดสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สมุนไพร ความงาม นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม
เว็บบอร์ดสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สมุนไพร ความงาม นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม
- ไข้ลด... แต่อาการแย่ลง! สัญญาณเตือนภัยวิกฤต "ไข้เลือดออก" (75 views)
- อย. ชี้แจง ยาสีฟันฟลูออไรด์ 1,500 ppm จัดเป็นเครื่องสำอาง ใช้ได้ตามปกติ พร้อมแจงยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm (73 views)
- กรมควบคุมโรค เผย Mpox ยังพบต่อเนื่อง แนะประชาชนรู้ทันความเสี่ยง สังเกตอาการ ป้องกันตนเอง (85 views)
- จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ "ฟังให้มากกว่าสอน" สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา (78 views)
- ศิริราช–ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ จัดใหญ่ “KIDS FORUM 2026” ติวเข้มพ่อแม่ยุคดิจิทัล เคลียร์ชัดทุกปัญหาลูกด้วยข้อเท็จจริง (103 views)
- รู้ทัน ป้องกัน "โรคหัวใจและหลอดเลือด" อาการเตือนและปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (86 views)
- รู้จัก โรคคาวาซากิ โรคที่เกิดจากการอักเสบของหลอดเลือดทั่วร่างกาย ภัยเงียบที่อาจส่งผลต่อหัวใจของลูกน้อย (62 views)
- หมอเด็กแนะสาเหตุของอาการชักในเด็ก พร้อมวิธีดูแลลูกเมื่อมีอาการชักจากไข้ (64 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Apple [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
