สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ลุยโครงการ "สมาร์ทฟาร์ม"
ใช้เทคโนโลยีพัฒนาเกษตรกรรม สร้างผลผลิตคุณภาพอย่างยั่งยืน
ใช้เทคโนโลยีพัฒนาเกษตรกรรม สร้างผลผลิตคุณภาพอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ ที่ปรึกษาโครงการฯ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เผยถึงความเป็นมาของโครงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ ว่า เราทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีจำนวนเกษตรกรราว 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมด และถึงแม้ว่าพืชผลทางการเกษตรในประเทศจะค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ ที่ประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ สวนทางกับการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งการแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับพื้นที่เหล่านี้ นอกจากต้องอาศัยความรู้ด้านระบบเพาะปลูกที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องเพิ่มการใช้เทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน มาช่วยควบคุมปัจจัยด้านต่างๆ เพื่อผลลัพธ์ของผลผลิตสูง มีคุณภาพดี เพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน ต่อยอดเป็นคุณภาพการใช้ชีวิตที่ดีกว่าเดิม

โครงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) (PIT: Innovative Intelligent Agriculture Technology: The Future of Agricultural Advancement with IoT PIT : นวัตกรรมเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ : อนาคตแห่งการยกระดับเกษตร ด้วย IoT) จึงเกิดจากความพยายามของ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ต้องการขับเคลื่อนการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถไปใช้กับการเพิ่มผลผลิตและการทำเกษตรอินทรีย์ โดยจุดเด่นของสมาร์ทฟาร์ม คือการนำเอาเทคโนโลยีด้านไอที คอมพิวเตอร์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ มาปรับปรุงเป็นโมเดลเกษตรอินทรีย์อย่างง่าย มีต้นทุนต่ำ แต่ภายในพื้นที่เพาะปลูกจะอาศัยเทคโนโลยี เป็นตัวควบคุมปัจจัยด้านการเพาะปลูก ทั้ง อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด และอื่นๆ เพื่อสร้างพื้นที่ ที่เอื้อต่อการเติบโตของพืชชนิดนั้นๆ และทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูงขึ้น

"นอกจากข้อดีในเรื่องคุณภาพและผลผลิตแล้ว เทคโนโลยีของสมาร์ทฟาร์ม ยังมีบทบาท สนับสนุนด้านการค้าขายและการขนส่งโลจิสติกส์อีกด้วย ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันยังได้สอดแทรกเทคโนโลยี AI และการควบคุมรีโมตเซนซิง ช่วยให้เกษตรเฝ้าดูการเติบโตของพืชในระยะไกล และช่วยให้ผู้บริโภคสามารถออนไลน์รับชมการเพาะปลูก เพื่อสร้างความพึงพอใจและไว้วางใจกับผลผลิตที่พวกเขาจะได้รับประทาน อีกทั้งสมาร์ทฟาร์ม ยังได้มีการทดลองเพาะปลูกพืชสมุนไพรที่มีการศึกษาในการใช้เพื่อต้านเชื้อโควิด-19 และเราเชื่อว่าผลผลิตที่ได้จะสามารถนำไปสานต่อในแง่ของการรักษา หรือทดลองเพื่อเป็นส่วนผสมของวัคซีนในอนาคตได้ต่อไป" รศ.ดร.เสถียร ให้ข้อมูลทิ้งท้าย
