เตรียมบอกลาโรคฮิต ?ออฟฟิศ ซินโดรม? กับเคล็ดลับดีๆ
- play12345 ออฟไลน์
- โพสต์: 4
- ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 03 ต.ค. 2014 11:25 am
เตรียมบอกลาโรคฮิต ?ออฟฟิศ ซินโดรม? กับเคล็ดลับดีๆ

ในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ต้องประสบปัญหาทนทุกข์ทรมานกับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมากจากการทำงานหนัก โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศสมัยนี้ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังเกิดจากการออกกำลังกายอย่างหักโหม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และนำไปสู่การปวดเมื่อยตามร่างกาย
จริงๆ ปัญหาของการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อสามารถจัดการได้เพียงแค่รู้ที่จะใช้วิธีรักษาแบบ ?ตรงจุด? เริ่มจากการเรียนรู้ที่จะป้องกันและแก้ไข ผศ นพ. วิศาล คันธารัตนกุล หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เปิดเผยภายในงานเปิดตัวกิจกรรม The Pain Challenges - ภารกิจ ซ่า ท้า ปวด ว่าความปวดที่เกิดขึ้นจากการนั่งทำงานในออฟฟิศตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้น ถือเป็นโรคที่มีชื่อเฉพาะว่า ออฟฟิศซินโดรม ?Office Syndrome? ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในหมู่ของคนเมือง อาการของโรคนั้นสามารถร้ายแรงขึ้นถ้าเราปล่อยปละละเลยเพราะอาจทำให้ปวดจนกระทั่งไม่สามารถไปทำงานได้ หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หรือบางรายอาจปวดเรื้อรัง ถึงขนาดเคลื่อนไหวลำบาก จนต้องทำการรักษา
กลุ่มคนที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็น ?Office Syndrome? นั้นแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ สามกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งคือกลุ่มของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ในระหว่างวันต้องเผชิญกับกิจกรรมที่ต้องใช้การบิดกล้ามเนื้อ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเดินทางไปทำงาน เมื่อขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารชนิดต่างๆ นั้นมักจะต้องบิดลำตัวหรือแขนระหว่างการยืนโหนเสารถโดยสาร ซึ่งก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อ กลุ่มที่สองคือกลุ่มคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยประมาณหนึ่งครั้งต่อสองอาทิตย์แต่ออกอย่างหนัก อย่างเช่นกลุ่มคนที่นานๆทีจะไปปั่นจักรยาน แต่ปั่นทีเดียวเป็นระยะทาง 20 กม. หรือคนที่เข้าฟิตเนสไม่สม่ำเสมอและเล่นอย่างหักโหมโดยที่ไม่ได้เตรียมร่างกายมาก่อน ทั้งนี้ผลที่ตามมาแทนที่ช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง แต่กลับบั่นทอนความ ?ฟิตแอนด์เฟิร์ม? ของร่างกาย ทำให้เกิด ?ความเจ็บปวด? ส่วนกลุ่มที่สามนั้นคือกลุ่มคนออฟฟิศที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปกับการนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดความปวดร้าวตามแขน ขา และมือ หรือแม้กระทั้งส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะขั้นรุนแรงได้
คุณหมอได้มีข้อแนะนำดีๆ ในการนั่งทำงานที่ถูกต้องมาฝาก สำหรับคนที่ทำงานออฟฟิศนั้นควรนั่งในท่าที่ถูกต้องเพื่อจัดการกับปัญหาความปวดเมื่อยที่มักทำให้เราทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ ท่านั่งที่ทำให้เกิดอาการปวดมีอยู่สองท่าหลักๆคือ ท่านั่งที่อยู่ในท่าที่ผิด เช่น เวลาวางคอมพิวเตอร์ไว้ในจุดที่เราต้องเอี้ยวหรือโน้มตัวเพื่อจะไปพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และท่าสำคัญอีกท่าหนึ่งคือท่านั่งที่ทำให้มือเราต้องเกร็งและเท้าของเราลอยไม่แตะพื้นระหว่างนั่ง โดยเฉพาะเวลานั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการเกิดความปวด เมื่อย ล้า ง่ายๆนั้นก็คือ ทุกๆครั้งเมื่อนั่งทำงานพยายามอย่าให้แขนและขาลอย เพราะจะทำให้เกิดการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากกล้ามเนื้อจะเกร็งโดยเราไม่รู้ตัว และที่สำคัญคือจอคอมพิวเตอร์ควรจะอยู่ที่ระดับสายตาเราเมื่อนั่งพิมพ์งาน อีกทั้งยังควรจัดหาที่รองข้อศอกและที่รองขาระหว่างนั่งทำงาน
หลังจากนั่งทำงานมาทั้งวันแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความนิยมและต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างมาก อย่างปัจจุบันสาวๆ ยุคใหม่นิยมออกกำลังกายด้วยวิธี ?T25? ซึ่งถือเป็นวิธีออกกำลังกายที่หนักและหักโหม และบางคนลืมนึกถึงผลเสียที่จะตามมา เช่น ความเจ็บปวด เพราะหลังจากเล่นเสร็จแล้วส่วนมากจะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างมากในเช้าวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณหมอแนะนำให้ทายาแก้ปวดทันทีหลังจากการเล่น และเน้น ?การทาตรงจุด? ที่ได้ใช้ในการบริหารร่างกายมากที่สุด เป็นต้น นอกจากนี้ก่อนและหลังการออกกำลังการควรทำการยืดเหยียดหรือวอร์มกล้ามเนื้อก่อนทุกครั้ง และหากรู้สึกตึงหรือเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังจากเล่นกีฬาเสร็จให้ทำการยืดเหยียดอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เลือดหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและทายาแก้ปวดตามทันที ทั้งนี้ไม่ควรทำการยืดเหยียดให้มากเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อยิ่งเจ็บปวดเพิ่มขึ้นอีก ส่วนกลุ่มคนที่ต้องใช้รถไฟฟ้า หากรูเกิดการเบียดเสียดกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ในเวลารีบเร่งก็ ทำให้กล้ามเนื้อบิดเกร็งผิดท่า ก็สามารถใช้ยาทาบรรเทาอาการปวด อักเสบของกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดกล้ามเนื้อที่มีตัวยาไอบูโพรเฟน ได้เช่นกัน
หลายๆ ท่าน อาจเข้าใจว่ายาทาที่ดีต้องให้ความรู้สึกร้อน หรือเย็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาทาที่มีตัวยา เช่น ไอบูโพรเฟน นอกจากจะสามารถลดอาการปวดได้แล้ว ยังลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ด้วย ในขณะที่ยาทาที่ให้ความรู้สึกร้อนหรือเย็นจะบรรเทาได้เพียงอาการปวดเมื่อยเท่านั้น ไม่สามารถลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้ออันเกิดจากการออกกำลังกายหนักเกินไป ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ หรือกล้ามเนื้ออยู่ในท่าเดียวนานๆ จนถึงอาการปวด อักเสบอันเกิดจากกล้ามเนื้อผิดท่าได้ นอกจากนั้น ไลฟ์สไตล์คนเราก็เปลี่ยนไป เราไม่ได้นั่งทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องออกไปสังสรรค์ และมีชีวิตหลังการทำงาน จึงจำเป็นต้องดูแลบุคลิกตัวเอง การใช้ยาทาแก้ปวดที่กลิ่นไม่ฉุน ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ หรือเป็นคราบเปื้อนเสื้อผ้า และที่สำคัญออกฤทธิ์ตรงจุดที่ปวด นั้นเป็นทางเลือกที่เหมาะกับหนุ่มสาวในยุคสมัยใหม่ เพราะสามารถ
เตรียมบอกลาโรคฮิต ?ออฟฟิศ ซินโดรม? กับเคล็ดลับดีๆ
เว็บบอร์ดสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สมุนไพร ความงาม นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม
เว็บบอร์ดสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สมุนไพร ความงาม นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม
- แสงสีฟ้า กับผลกระทบต่อการมองเห็น ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต (3 views)
- EV71 สายพันธุ์รุนแรง โรคมือ เท้า ปาก! เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเสริมเกราะป้องกันให้เด็กๆปลอดภับ (3 views)
- ชวนคนที่คุณห่วงใยเข้ารับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ปี 2569 (5988 views)
- แอป “คัดแยกเห็ดไทย” สกัดป่วย-ตายจากเห็ดพิษ หลังพบผู้ป่วยทะลุ 1.2 หมื่นราย (39 views)
- ก่อน - หลังผ่าตัดต้อกระจก ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร (38 views)
- ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อดวงตาอย่างไร (85 views)
- โรคไต ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก แนะสังเกตสัญญาณเตือน ตรวจเร็ว ชะลอโรคได้ รักษาทัน ลดการเสียชีวิต (98 views)
- PM 2.5 กับโรคหัวใจและหลอดเลือด ฝุ่นเล็กจิ๋วที่เพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ (81 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
