โรคไต ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก แนะสังเกตสัญญาณเตือน ตรวจเร็ว ชะลอโรคได้ รักษาทัน ลดการเสียชีวิต
- Health Topics ออฟไลน์
- โพสต์: 32
- ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 26 ธ.ค. 2025 6:00 pm
โรคไต ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก แนะสังเกตสัญญาณเตือน ตรวจเร็ว ชะลอโรคได้ รักษาทัน ลดการเสียชีวิต
รพ. ราชวิถี กรมการแพทย์ เตือนคนไทยอย่าชะล่าใจ ภัยเงียบโรคไต แนะสังเกตสัญญาณเตือน ตรวจเร็ว ชะลอโรคได้ รักษาทัน ลดการเสียชีวิต
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนตระหนักรู้ “โรคไต” ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม เตือนอย่ามองข้ามสัญญาณเล็ก ๆ ชี้กลุ่มเสี่ยง–แนะปรับพฤติกรรม ลดโอกาสไตเสื่อมในระยะยาว และลดการเสียชีวิต
นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า “โรคไต” ซึ่งเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบมากขึ้นในคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น รับประทานอาหารเค็ม สูบบุหรี่ หรือใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งจุดที่น่ากังวลคือในระยะแรกของโรคมักไม่มีอาการผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารับการรักษาเมื่อโรคลุกลามแล้ว จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจการทำงานของไต เพื่อให้สามารถค้นหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผอ.รพ.ราชวิถี กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเสื่อมของไตทั้งสิ้น หากอยู่ในกลุ่มดังกล่าวควรได้รับการติดตามและตรวจการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะรุนแรง แม้โรคไตจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่เมื่อเริ่มมีอาการมักเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าไตได้รับความเสียหายแล้ว เช่น ตัวบวม เท้าบวม เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีฟองมากหรือมีเลือดปน รวมถึงความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก ดังนั้น หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยรักษาอย่างถูกต้อง
รศ.พญ.วรางคณา พิชัยวงศ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การดูแลสุขภาพไตสามารถเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคอาหารเค็ม อาหารไขมันสูง และอาหารหมักดอง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพรโดยไม่จำเป็น รวมถึงงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ภาวะไตวาย” ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อรุนแรง การขาดน้ำ การใช้ยาบางชนิด หรือภาวะช็อก ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ และภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของไตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยมักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยในระยะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ระยะสุดท้าย สำหรับแนวทางการรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยในระยะแรกสามารถรักษาด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และปรับพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงการใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์ แต่หากเข้าสู่ระยะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นแนวทางช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนตระหนักรู้ “โรคไต” ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม เตือนอย่ามองข้ามสัญญาณเล็ก ๆ ชี้กลุ่มเสี่ยง–แนะปรับพฤติกรรม ลดโอกาสไตเสื่อมในระยะยาว และลดการเสียชีวิต

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผอ.รพ.ราชวิถี กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเสื่อมของไตทั้งสิ้น หากอยู่ในกลุ่มดังกล่าวควรได้รับการติดตามและตรวจการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะรุนแรง แม้โรคไตจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่เมื่อเริ่มมีอาการมักเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าไตได้รับความเสียหายแล้ว เช่น ตัวบวม เท้าบวม เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีฟองมากหรือมีเลือดปน รวมถึงความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก ดังนั้น หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยรักษาอย่างถูกต้อง
รศ.พญ.วรางคณา พิชัยวงศ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การดูแลสุขภาพไตสามารถเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคอาหารเค็ม อาหารไขมันสูง และอาหารหมักดอง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพรโดยไม่จำเป็น รวมถึงงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ภาวะไตวาย” ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อรุนแรง การขาดน้ำ การใช้ยาบางชนิด หรือภาวะช็อก ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ และภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของไตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยมักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยในระยะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ระยะสุดท้าย สำหรับแนวทางการรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยในระยะแรกสามารถรักษาด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และปรับพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงการใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์ แต่หากเข้าสู่ระยะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นแนวทางช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
โรคไต ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก แนะสังเกตสัญญาณเตือน ตรวจเร็ว ชะลอโรคได้ รักษาทัน ลดการเสียชีวิต
เว็บบอร์ดสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สมุนไพร ความงาม นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม
เว็บบอร์ดสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพ สมุนไพร ความงาม นวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม
- แอป “คัดแยกเห็ดไทย” สกัดป่วย-ตายจากเห็ดพิษ หลังพบผู้ป่วยทะลุ 1.2 หมื่นราย (26 views)
- ก่อน - หลังผ่าตัดต้อกระจก ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร (24 views)
- ชวนคนที่คุณห่วงใยเข้ารับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ปี 2569 (5965 views)
- ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อดวงตาอย่างไร (72 views)
- PM 2.5 กับโรคหัวใจและหลอดเลือด ฝุ่นเล็กจิ๋วที่เพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ (70 views)
- ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อผิวหนังอย่างไร (67 views)
- โรคฮีทสโตรกในเด็ก ภัยร้ายในหน้าร้อนที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม (59 views)
- หมอหู คอ จมูก เด็ก แนะนำวิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกเลือดกำเดาไหล (64 views)
