"ไดกิ้น" วางหมากปี 2026 ยกระดับ HVAC จากตลาดสินค้า สู่ธุรกิจโซลูชันด้านอากาศอัจฉริยะแบบครบวงจร
โพสต์เมื่อ: จันทร์ 26 ม.ค. 2026 4:13 pm
"ไดกิ้น" วางหมากปี 2026 ยกระดับ HVAC
จากตลาดสินค้า สู่ธุรกิจโซลูชันด้านอากาศอัจฉริยะแบบครบวงจร
จากตลาดสินค้า สู่ธุรกิจโซลูชันด้านอากาศอัจฉริยะแบบครบวงจร

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด จัดงาน Daikin Product Convention 2026: The Unlimited Air Possibilities เพื่อประกาศทิศทางเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ถ่ายทอดวิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรม HVAC ไทยให้สอดรับกับเทรนด์โลก ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางพันธมิตร ผู้แทนจำหน่าย และดีลเลอร์จากทั่วประเทศกว่า 1,000 ราย
ในงานครั้งนี้ ไดกิ้นสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของตลาดเครื่องปรับอากาศไทยที่กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่สภาวะ 'อิ่มตัว' ในขณะที่การแข่งขันในตลาดมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น จากการขยายตัวของผู้เล่นที่ใช้ 'ราคา' เป็นจุดแข็ง ตลอดจนบทบาทของช่องทางอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และกระทบต่อโมเดลร้านเครื่องปรับอากาศแบบดั้งเดิมในตลาดครัวเรือน ขณะเดียวกัน ไดกิ้นมองว่า "โอกาสใหม่" กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะการเร่งโรดแมปและนโยบาย Carbon Neutrality ของไทยที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งกำลังผลักดันให้ความต้องการของตลาดขยับจากสินค้า ไปสู่ "โซลูชัน" ที่ตอบโจทย์การใช้พลังงานและความยั่งยืนอย่างจริงจัง

"การยกระดับสู่การเป็น Solution Provider ในปี 2026 ของไดกิ้น ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ แต่คือการปรับโมเดลธุรกิจ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและลูกค้าที่เกิดขึ้นจริง โดยหนึ่งในแกนสำคัญคือการสร้าง Carbon Neutrality Solutions หรือโซลูชันเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอน หลังจากที่ผ่านมา ไดกิ้นได้รับความสนใจจากหลายองค์กรที่ขับเคลื่อนตามทิศทางดังกล่าว พร้อมได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และอยู่ระหว่างการร่วมทดสอบและยืนยันผลกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง"
ขณะเดียวกัน ไดกิ้นคาดว่าความต้องการของลูกค้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในมิติที่ไกลกว่าเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะโซลูชันด้านการบริหารจัดการพลังงานของระบบปรับอากาศ (Energy management) และการบริหารจัดการสารทำความเย็น (Refrigerant management) เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ได้อย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ปี 2026 คือการเปลี่ยนบทบาทของไดกิ้นจากการแข่งขันด้านสินค้า ไปสู่การแข่งขันด้าน โซลูชันอัจฉริยะแบบครบวงจร ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการออกแบบ การควบคุม และการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ไดกิ้นเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมและไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ประจำปี 2026 ครอบคลุมทุกกลุ่มตลาดหลัก ทั้ง
- กลุ่มระบบปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัย (Residential)
ไดกิ้นเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ AIR CREATOR ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ มาพร้อมฟีเจอร์ “Air Card” ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับการทำงานของทั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศให้สอดคล้องกับหลากหลายไลฟ์สไตล์ด้วยตนเอง อีกทั้งดีไซน์ยังได้รับรางวัล Good Design Award 2025 ด้วยตัวเครื่องบางและโค้งมน ทำให้เข้ากับการตกแต่งภายในของทุกห้องอย่างลงตัว
- กลุ่มระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ SKYAIR และ VRV
ไฮไลท์ของ VRV ในปีนี้ คือการเปิดตัว VRV 7 Series ที่เป็น VRV รุ่นแรกใน อาเซียน โอเชียเนีย ที่ใช้สารทำความเย็น R32 ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีค่า COP เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 21% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
- กลุ่มระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ Applied Products
สำหรับกลุ่มเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ไดกิ้นนำเสนอ Marutto P Series โซลูชันบริหารอาคารแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมทั้งระบบปรับอากาศ การจัดการพลังงาน ระบบส่องสว่าง ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆขณะเดียวกัน ไดกิ้นยังพัฒนาโซลูชันสำหรับ Data Center เพื่อตอบรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ ประกอบด้วยเครื่องทำน้ำเย็นและระบบส่งลมเย็นสำหรับเซิร์ฟเวอร์ ที่เน้นเสถียรภาพสูงและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

โดยไดกิ้นมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดขับเคลื่อนภายใต้ 2 แกนกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
1) Superior Efficiency (AI & Energy Consumption) การยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยการนำ AI เข้ามาวิเคราะห์และควบคุมการทำงานของระบบแบบเรียลไทม์ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มความแม่นยำในการจัดการอากาศ และช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
2) Sustainability for All Needs การพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และโครงการขนาดใหญ่ สอดรับกับทิศทาง ESG และมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม
