
นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า ไข้ เป็นอาการตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายต่อการติดเชื้อ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย การใช้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวเด็ก ถือเป็นทางเลือกแรก หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโฟรเฟน ควรหลีกเลี่ยงในเด็กที่สงสัยไข้เลือดออก หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคตับ โรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น การเช็ดตัวเป็นวิธีที่ใช้กันมายาวนานแต่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สนับสนุนให้ทำเป็นประจำ แม้การเช็ดตัวร่วมกับการให้ยาจะช่วยลดไข้ได้เร็วขึ้นใน 1-2 ชั่วโมงแรก แต่ผลลดไข้ระยะยาวไม่แตกต่างจากการใช้ยาเพียงอย่างเดียว การเช็ดตัวที่ถูกต้องควรใช้ผ้าชุบด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง เช็ดอย่างเบามือบริเวณที่เลือดไหลเวียนดี เช่น รักแร้ ซอกคอ ขาหนีบ
และ ควรสังเกตอาการของเด็กและการตอบสนองต่อการเช็ดตัว หากเด็กมีอาการหนาวสั่น หรือร้องไห้เพราะไม่สบายตัวขณะเช็ดตัวให้หยุดเช็ดตัว หลีกเลี่ยง การถูตัวเด็กแรงๆ และการเช็ดด้วยน้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้เด็กหนาวสั่นหรือเกิดอันตรายต่อเด็กได้ บุคลากรทางการแพทย์ควรให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับธรรมชาติของไข้ แนวทางการดูแลเบื้องต้นที่บ้าน การมีไข้ไม่ได้มีอันตรายหากเด็กยังสบายดี เล่นได้ และกินได้
ผศ.พิเศษ พญ.รัชดา เกษมทรัพย์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ กุมารเวชกรรมสังคม กล่าวต่อว่า แนวทางการดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้ปกครอง การให้ยาลดไข้ การดื่มน้ำให้เพียงพอ การสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี การอยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเท ซึ่งยังคงมีความเห็นที่หลากหลายและแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยจึงได้จัดทำแนวทางการดูแลอาการไข้ในเด็ก โดยอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ประกอบการพิจารณาในการดูแลผู้ป่วยเด็กอย่างเหมาะสม และจากคำแนะนำโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.thaipediatrics.org/5844/ อย่างไรก็ตามหากมีอาการดังต่อไปนี้ควรรีบไปพบแพทย์ เช่น เด็กที่อายุต่ำกว่า 3 เดือน มีอาการซึม ชัก หอบเหนื่อยหายใจลำบาก มีผื่นหรือจุดแดง มีอาการปลายมือปลายเท้าเย็นซีด หรือไข้ไม่ลดใน 2-3 วัน



