Skip ไปที่เนื้อหา

กรมวิทย์ผยข้อเท็จจริงเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

กรุณาโพสต์หัวข้อให้ถูกห้อง-คอลัมน์ นี่คือ เว็บบอร์ดเทคนิคการแพทย์ ข่าวประชาสัมพันธ์ ประกาศรับสมัครงานเทคนิคการแพทย์
โพสต์ของท่านอาจจะยังไม่แสดงผลทันที จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากผู้ดูแลระบบ ห้ามโพสต์ข้อความเดิมซ้ำๆ
ไม่รับโพสต์ที่ไม่มีเนื้อหา หรือมีเฉพาะการฝากลิ้งค์
ห้ามใส่เครื่องหมายหน้าหัวข้อประกาศ ห้ามใส่เบอร์โทรศัพท์ในหัวข้อประกาศ

ตอบกลับหัวข้อนี้


คำถามนี้ เพื่อป้องกันการส่งแบบอัตโนมัติจากสแปมบอท
Upload a picture
» postimg.cc
» imgur.com
» pic.in.th
> copy BBCode Full
> or put a picture url in tag [img]url[/img]
รูปแสดงอารมณ์
:D :) ;) :( :o :shock: :? 8-) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: :geek: :ugeek:

BBCode เปิด
[img] เปิด
[url] เปิด
[Smile icon] เปิด

กระทู้แนะนำ
   

มุมมองที่ขยายได้ กระทู้แนะนำ: กรมวิทย์ผยข้อเท็จจริงเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

กรมวิทย์ผยข้อเท็จจริงเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

โดย Health Topics » จันทร์ 30 มี.ค. 2026 2:51 pm

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 (หรือ Cicada) ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน (Omicron) ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 ซึ่ง สายพันธุ์ดังกล่าวได้รับการจัดประเภทเป็น“สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variant Under Monitoring: VUMs)” โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมจำนวนมาก และมีศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่งโดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนาม (Spike protein) ประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8 จากการลบลำดับเบสขนาดประมาณ 871 เบส ซึ่งยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และจากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5–8 ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป

Covod19 BA.3.2

ในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด 19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรม (genomic surveillance) และการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศ แต่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขอเน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ, การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด, สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง, ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะดำเนินการเฝ้าระวังสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง และรายงานข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการเพื่อประกอบการตัดสินใจด้านสาธารณสุขต่อไป

ไปข้างบน