Skip ไปที่เนื้อหา

แนวทางการรักษาและข้อควรระวัง ผื่นอักเสบจากแมลงกัดต่อยจาก “ ตัวคุ่น หรือริ้นดำ”

กรุณาโพสต์หัวข้อให้ถูกห้อง-คอลัมน์ นี่คือ เว็บบอร์ดเทคนิคการแพทย์ ข่าวประชาสัมพันธ์ ประกาศรับสมัครงานเทคนิคการแพทย์
โพสต์ของท่านอาจจะยังไม่แสดงผลทันที จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากผู้ดูแลระบบ ห้ามโพสต์ข้อความเดิมซ้ำๆ
ไม่รับโพสต์ที่ไม่มีเนื้อหา หรือมีเฉพาะการฝากลิ้งค์
ห้ามใส่เครื่องหมายหน้าหัวข้อประกาศ ห้ามใส่เบอร์โทรศัพท์ในหัวข้อประกาศ

ตอบกลับหัวข้อนี้


คำถามนี้ เพื่อป้องกันการส่งแบบอัตโนมัติจากสแปมบอท
Upload a picture
» postimg.cc
» imgur.com
» pic.in.th
> copy BBCode Full
> or put a picture url in tag [img]url[/img]
รูปแสดงอารมณ์
:D :) ;) :( :o :shock: :? 8-) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: :geek: :ugeek:

BBCode เปิด
[img] เปิด
[url] เปิด
[Smile icon] เปิด

กระทู้แนะนำ
   

มุมมองที่ขยายได้ กระทู้แนะนำ: แนวทางการรักษาและข้อควรระวัง ผื่นอักเสบจากแมลงกัดต่อยจาก “ ตัวคุ่น หรือริ้นดำ”

แนวทางการรักษาและข้อควรระวัง ผื่นอักเสบจากแมลงกัดต่อยจาก “ ตัวคุ่น หรือริ้นดำ”

โดย Health Topics » พฤหัสฯ. 19 มี.ค. 2026 6:57 pm

ผื่นอักเสบจากแมลงกัดต่อยจาก “ ตัวคุ่น หรือริ้นดำ”
ผื่นอักเสบจากแมลงกัดต่อย

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ห่วงใยประชาชน “ผื่นอักเสบจากแมลงกัดต่อย ตัวคุ่น หรือริ้นดำ” เป็นภาวะที่พบได้บ่อย แม้อาจมีอาการคันรุนแรงและดูน่ากังวล แต่โดยทั่วไปสามารถรักษาให้หายได้ การดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยลด ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การเกิดรอยดำ และแผลเป็นในระยะยาว หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณของการติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์มีความห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ชื้น เช่น ริมน้ำ ป่า ทุ่งนา หรือบริเวณที่มีแมลงชุกชุม ซึ่งอาจพบ ตัวคุ้น หรือริ้นดำ เป็นแมลงขนาดเล็กมาก อยู่ในกลุ่ม biting midges / black fly (บางพื้นที่เรียกรวม ๆ) กัดแล้ว คันมากกว่ายุง และมักทิ้งรอยชัด เป็นภาวะการอักเสบของผิวหนังที่เกิดขึ้นภายหลังการสัมผัสสารจากแมลง เช่น น้ำลายหรือพิษของแมลง ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้เกิดผื่นแดง ตุ่มนูน บวม คัน หรือปวด พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังที่สัมผัสแมลงโดยตรง เช่น ขา แขน หรือบริเวณที่ไม่ได้ปกปิด แนะนำประชาชนควรหลีกเลี่ยงการเกา และหลีกเลี่ยงการใช้สารที่ก่อการระคายเคือง หรือไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ

นพ.วีรวัต อุครานันท์ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติม กลไกการเกิดโรคผื่นอักเสบ จากแมลงกัดต่อย (Insect Bite Reaction) สารในน้ำลายหรือพิษของแมลงกระตุ้นการหลั่งสารก่อการอักเสบ เช่น histamine และ cytokines ทำให้เกิดอาการตุ่มแดงหรือตุ่มนูนหลายตำแหน่ง อาการคันรุนแรง บางรายมีอาการแสบหรือปวด อาจพบแผลถลอก สะเก็ด หรือมีน้ำเหลือง การเกาอย่างรุนแรงหรือเกาซ้ำ ๆ ทำให้ผิวหนัง ถลอก ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียจากผิวหนังสามารถเข้าสู่ชั้นผิวได้ง่ายขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ นอกจากนี้ การอักเสบของผิวหนังร่วมกับการเกาสามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ทำให้เกิดรอยดำหลังการอักเสบ ซึ่งอาจคงอยู่นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แม้ผื่นจะหายแล้วก็ตาม

นพ.ทนงเกียรติ เทียนถาวร สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า แนวทางดูแลรักษาหลักการรักษา คือการลดการอักเสบ ลดอาการคัน และป้องกันการติดเชื้อ ได้แก่ ล้างบริเวณผื่นด้วยน้ำสะอาด ประคบเย็น เพื่อลดบวมและคัน ใช้ยาทาลดการอักเสบกลุ่ม corticosteroids โดยเลือกความแรงตามความรุนแรงของอาการใช้ยาลดอาการแพ้ (antihistamines) ใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ในกรณีที่มีแผลเปิดหรือสงสัยการติอเชื้อ ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรงหรือแพร่กระจาย เช่น บวมแดง ลาม เจ็บมาก มีหนอง หรือมีอาการอักเสบของผิวหนังชั้นลึก อาจจำเป็นต้องพิจารณายาปฏิชีวนะแบบรับประทาน ภายใต้การประเมินและการสั่งยาของแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการดื้อยา ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานโดยไม่จำเป็นหรือโดยไม่ได้คำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากผื่นจากแมลงกัดต่อยส่วนใหญ่ ไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรียตั้งแต่ต้น และการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นอาจก่อให้เกิดการดื้อยาได้
*****************************************
ข้อมูล-สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์

ไปข้างบน